Logo
เรื่องเล่าเที่ยว

เจาะลึก หุบเขานรกจิโกกุดานิ จุดเช็กอินสุด Unseen ที่ต้องไปเมื่อมา เที่ยวฮอกไกโด

14 กรกฎาคม 2569
YakTour Blog
เจาะลึก หุบเขานรกจิโกกุดานิ จุดเช็กอินสุด Unseen ที่ต้องไปเมื่อมา เที่ยวฮอกไกโด

วางแผนออกไปลุย เที่ยวฮอกไกโด กันทั้งที พิกัดแรกที่ต้องปักหมุดไว้เลยก็คือ หุบเขานรกจิโกกุดานิ (Jigokudani) ดินแดนแห่งบ่อน้ำร้อนและไอหมอกสุดอลังการที่ซ่อนตัวอยู่ในเมืองโนโบริเบทสึค่ะ ที่นี่ไม่ได้น่ากลัวเหมือนชื่อหรอกนะคะ แต่ขอบอกเลยว่าเป็นพิกัดที่สวยงามจนน่าทึ่ง แถมยังมีกลิ่นอายความลึกลับของธรรมชาติที่หาดูไม่ได้ง่ายๆ จากที่ไหนในโลก

ถ้าใครกำลังมองหาจุดเช็กอินที่ถ่ายรูปออกมาแล้วปัง สวยแปลกตาแบบตะโกน และได้สัมผัสพลังงานจากใต้พิภพแบบใกล้ชิด วันนี้ยักษ์ทัวร์จะพาทุกคนเจาะลึกทุกซอกทุกมุมของหุบเขานรกแห่งนี้กันค่ะ รับรองว่าอ่านจบแล้วจะอยากแพ็กกระเป๋าตามรอยมาเที่ยวด้วยกันทันทีเลยล่ะค่ะ!

 

 

ทำความรู้จัก หุบเขานรกจิโกกุดานิ (Jigokudani) คืออะไร?

หลายคนอาจจะเคยได้ยินชื่อนี้กันมาบ้าง แต่อาจจะยังไม่รู้ว่า หุบเขานรกจิโกกุดานิ (Jigokudani) นั้น ตั้งอยู่ในเมืองโนโบริเบทสึ (Noboribetsu) เมืองน้ำพุร้อนออนเซ็นที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ของเกาะฮอกไกโดค่ะ คำว่า "จิโกกุดานิ" ในภาษาญี่ปุ่นแปลตรงตัวได้ว่า "หุบเขานรก" (Hell Valley) ซึ่งพิกัดนี้ถือเป็นแหล่งกำเนิดน้ำแร่ร้อนธรรมชาติที่หล่อเลี้ยงโรงแรมและรีสอร์ตออนเซ็นทั่วย่านนี้เลยล่ะค่ะ บรรยากาศของที่นี่จะเป็นหุบเขาขนาดใหญ่ที่มีควันสีขาวและไอร้อนจากกำมะถันพวยพุ่งอยู่ตลอดเวลา ทำให้ทัศนียภาพของที่นี่ดูแปลกตา สวยงามแกมลึกลับ และกลายเป็นจุดเช็กอินยอดฮิตที่คนมา เที่ยวฮอกไกโด ต้องแวะมาดูให้เห็นกับตาตัวเองสักครั้งค่ะ

กำเนิดหุบเขาแห่งภูเขาไฟและที่มาของชื่อ "นรก"

หากย้อนมองไปในอดีต ยักษ์ทัวร์ขอบอกเลยค่ะว่า ความอลังการของ หุบเขานรกจิโกกุดานิ แห่งนี้ มีจุดเริ่มต้นมาจากพลังงานใต้พิภพที่น่าทึ่งมากๆ โดยสรุปประวัติและที่มาได้ดังนี้ค่ะ:

  • กำเนิดจากภูเขาไฟระเบิด: หุบเขาแห่งนี้เกิดขึ้นจากการระเบิดของภูเขาไฟฮิโยริ (Mount Hiyori) เมื่อประมาณ 20,000 ปีก่อน ทำให้เกิดเป็นแอ่งปากปล่องภูเขาไฟขนาดใหญ่ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางยาวประมาณ 450 เมตร และมีพื้นที่กว้างขวางถึง 11 เฮกตาร์เลยทีเดียวค่ะ
     
  • ที่มาของชื่อ "นรก": เหตุผลที่ชาวบ้านพากันเรียกว่าหุบเขานรก ก็มาจากภาพทัศนียภาพของพื้นที่ซึ่งเต็มไปด้วยหน้าผาหินสีเหลืองขุ่นและเทาปนแดง จากแร่ธาตุและกำมะถันที่เดือดพล่านอยู่ใต้ดิน บวกกับมีไอร้อนและควันพวยพุ่งขึ้นมาจากรอยแตกของพื้นดินตลอดเวลา แถมยังมีกลิ่นกำมะถันโชยมาเป็นระยะ บรรยากาศโดยรอบจึงดูคล้ายกับภาพจำลองของ "นรก" ตามความเชื่อโบราณนั่นเองค่ะ
     
  • ยักษ์ผู้พิทักษ์ (Oni): ความน่ารักอีกอย่างของที่นี่คือ ความเชื่อเรื่อง "ยักษ์" หรือ ยูคิจิน (Yukijin) ซึ่งเป็นยักษ์ใจดีตามตำนานโบราณที่ทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองน้ำพุร้อนและปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย ทำให้เราจะเห็นรูปปั้นยักษ์กระจายอยู่ตามจุดต่างๆ ทั่วเมืองโนโบริเบทสึ (แหม... พอพูดถึงเรื่องยักษ์แล้ว รู้สึกเข้าทางและถูกโฉลกกับพวกเราชาว ยักษ์ทัวร์ สุดๆ ไปเลยใช่ไหมคะ!)

 

 


4 ไฮไลท์ห้ามพลาดเมื่อมาเช็กอิน หุบเขานรกจิโกกุดานิ

มา เที่ยวฮอกไกโด ทั้งที ถ้าเดินดูแค่หน้าทางเข้าแล้วกลับ บอกเลยว่าพลาดมากค่ะ! เพราะด้านในของ หุบเขานรกจิโกกุดานิ มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติและจุดไฮไลท์ปังๆ ซ่อนอยู่เพียบ วันนี้ยักษ์ทัวร์คัดเน้นๆ 4 พิกัดเด็ดที่ต้องไปเช็กอิน ถ่ายรูปสวย และได้สัมผัสความมหัศจรรย์ของธรรมชาติแบบเต็มสิบไม่หักมาฝากกันค่ะ มีจุดไหนบ้าง... ตามมาดูกันเลย!

1. ทางเดินไม้กระดาน (Jigokudani Pathway) เลาะใจกลางหุบเขา
 

หุบเขานรกจิโกกุดานิ (Jigokudani) ทางเดินไม้กระดานทอดยาวผ่านทัศนียภาพอันตระการตา

 

เริ่มต้นจุดแรกด้วยการเดินทอดน่องบนสะพานไม้กระดานที่ทอดยาวเลาะเลี้ยวเข้าไปใจกลางหุบเขาค่ะ ทางเดินนี้ออกแบบมาอย่างดี เดินง่าย ปลอดภัย และช่วยให้เราได้สัมผัสทัศนียภาพของหน้าผาหินแร่ธาตุหลากสีสันได้อย่างใกล้ชิด สองข้างทางจะมีควันสีขาวจากกำมะถันและไอร้อนลอยคลุ้งอยู่รอบตัว ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่บนดาวดวงอื่นเลยล่ะค่ะ ยิ่งถ้ามาในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ต้นไม้รอบๆ หุบเขาจะเปลี่ยนเป็นสีส้มแดง ตัดกับควันสีขาว เป็นภาพที่สวยงามจนต้องรัวชัตเตอร์แบบไม่หยุดแน่นอนค่ะ
 

 

2. บ่อน้ำพุร้อนเทคคุ โนะ อิเคะ (Tessen Ike) บ่อเดือดใจกลางนรก
 

บ่อน้ำพุร้อนเทคคุ โนะ อิเคะ (Tessen Ike) บ่อน้ำพุร้อนขนาดเล็กที่มีน้ำร้อนผุดพวยพุ่งขึ้นมาเป็นระยะๆ

 

เมื่อเดินตามทางเดินไม้เข้าไปจนสุดทางเกือบใจกลางหุบเขา จะพบกับบ่อน้ำพุร้อนขนาดเล็กที่ชื่อว่า เทคคุ โนะ อิเคะ (Tessen Ike) ค่ะ บ่อนี้เป็นบ่อน้ำพุร้อนเดือดขนาดเล็ก แต่พลังทำลายล้างความฟินสูงมาก! เพราะน้ำในบ่อจะเดือดพล่านและมีน้ำร้อนผุดพวยพุ่งขึ้นมาเป็นระยะๆ ตามธรรมชาติ บางช่วงอาจมีอุณหภูมิสูงถึง 80 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว การได้ยืนมองน้ำเดือดๆ ท่ามกลางเสียงฟู่ของไอร้อนในจุดที่ลึกที่สุดของหุบเขา เป็นอะไรที่ตื่นตาตื่นใจและสัมผัสได้ถึงพลังของภูเขาไฟอย่างแท้จริงค่ะ
 

 

3. บ่อน้ำร้อนโอยุนุมะ (Oyunuma Pond) และบ่อโคลนเดือด
 

บ่อน้ำร้อนโอยุนุมะ (Oyunuma Pond) บ่อน้ำร้อนขนาดใหญ่ที่มีน้ำสีฟ้าอมเทาดูสวยแปลกตา

 

ขยับออกไปอีกนิดตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ยักษ์ทัวร์อยากให้ทุกคนแวะมาดู บ่อน้ำร้อนโอยุนุมะ (Oyunuma Pond) ซึ่งเป็นบ่อน้ำร้อนขนาดใหญ่ที่มีเส้นรอบวงประมาณ 1 กิโลเมตร อดีตเคยเป็นปากปล่องภูเขาไฟเก่า น้ำในบ่อมีสีฟ้าอมเทาดูสวยแปลกตาและลึกลับมาก แต่เห็นสวยๆ แบบนี้ห้ามลงไปเด็ดขาดนะคะ เพราะอุณหภูมิที่ก้นบ่อสูงถึง 130 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว! และในบริเวณใกล้ๆ กันยังมี บ่อโคลนเดือด (Taisho Jigoku) ที่เราจะได้เห็นโคลนสีดำเดือดปุดๆ พ่นสีเปลี่ยนไปมาตามสภาพอากาศ เป็นอีกหนึ่งจุด Unseen ที่ธรรมชาติสร้างสรรค์มาได้อย่างน่าทึ่งค่ะ
 

 

4. แช่เท้าฟินๆ กลางป่าที่ธารน้ำร้อนธรรมชาติโอยุนุมะกาวะ (Oyunumagawa Natural Footbath)
 

 ธารน้ำร้อนธรรมชาติโอยุนุมะกาวะ (Oyunumagawa) ธารน้ำร้อนที่คุณสามารถแช่เท้าเพื่อผ่อนคลายความเมื่อยล้าได้

 

หลังจากเดินลุยถ่ายรูปกันจนเหนื่อยแล้ว จุดฟินนาเล่ที่ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวงคือการไปนั่งแช่เท้าที่ ธารน้ำร้อนธรรมชาติโอยุนุมะกาวะ (Oyunumagawa) ค่ะ น้ำร้อนจากบ่อโอยุนุมะจะไหลมารวมกับน้ำในลำธารผ่านป่าสนธรรมชาติ ทำให้อุณหภูมิของน้ำลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 40 องศาเซลเซียส ซึ่งอุ่นกำลังดีเลยค่ะ เราสามารถนั่งหย่อนขาลงไปแช่น้ำแร่ธรรมชาติแท้ๆ ท่ามกลางบรรยากาศป่าไม้อันร่มรื่น ผ่อนคลายความเมื่อยล้าจากการเดินได้อย่างดีเยี่ยม ขอบอกเลยว่าฟินจนไม่อยากลุกเลยล่ะค่ะ!


 

 

ปักหมุดช่วงเวลาเดินทาง: เที่ยวหุบเขานรกจิโกกุดานิ ช่วงไหนสวยที่สุด? (ยักษ์ทัวร์พาฟินได้ตลอดปี!)

ถ้าถามยักษ์ทัวร์ว่าควรมา เที่ยวฮอกไกโด เพื่อเช็กอินที่ หุบเขานรกจิโกกุดานิ ในช่วงไหนดี? ขอบอกตรงนี้เลยค่ะว่า ที่นี่สามารถมาเที่ยวชมความมหัศจรรย์ได้ครบทั้ง 4 ฤดู และในแต่ละช่วงเวลาก็มีเสน่ห์ความฟินที่กินกันไม่ลงเลยล่ะค่ะ ใครชอบสไตล์ไหน เลือกฤดูที่ใช่แล้วสะกิดยักษ์ทัวร์ให้แพ็กกระเป๋าพาลุยได้เลยนะคะ!

ฤดูใบไม้เปลี่ยนสี (ตระการตาด้วยสีแดงส้มตัดกับไอหมอก)

  • ช่วงเวลาเดินทาง: ประมาณกลางเดือนถึงปลายเดือนตุลาคม
  • ไฮไลท์ดึงดูดใจ: ยักษ์ทัวร์ยกให้ช่วงนี้เป็นซีซั่นที่โรแมนติกที่สุดค่ะ! เพราะต้นไม้รอบหุบเขาจิโกกุดานิจะพากันเปลี่ยนสีเป็นโทนแดง ส้ม และเหลืองสว่างไสว ทัศนียภาพของป่าเปลี่ยนสีที่โอบล้อมควันกำมะถันและไอร้อนสีขาวขุ่นที่พวยพุ่งขึ้นมาจากหุบเขาเบื้องล่าง เป็นภาพที่สวยแปลกตาและหาดูได้ยากมาก ถ่ายรูปมุมไหนก็ปังแบบตะโกนค่ะ

ฤดูหนาว (หิมะสีขาวโพลนกับไอร้อนสุด Unseen)

  • ช่วงเวลาเดินทาง: ประมาณเดือนธันวาคมถึงมีนาคม
  • ไฮไลท์ดึงดูดใจ: ใครที่อยากเห็นความต่างแบบสุดขั้วต้องมาช่วงนี้เลยค่ะ ทั่วทั้งหุบเขาจะถูกปกคลุมไปด้วยหิมะหนานุ่มสีขาวโพลน ไฮไลท์สุด Unseen คือการได้เห็นควันความร้อนและธารน้ำเดือดพวยพุ่งตัดกับความเย็นยะเยือกของหิมะ และที่พลาดไม่ได้คือการไปนั่งหย่อนขาแช่เท้าอุ่นๆ ที่ลำธารโอยุนุมะกาวะท่ามกลางหิมะตกโปรยปราย ขอบอกเลยว่าฟินจนลืมหนาวแน่นอนค่ะ!

ฤดูใบไม้ผลิ (สดชื่นไปกับสีเขียวขจีและดอกซากุระ)

  • ช่วงเวลาเดินทาง: ประมาณเดือนพฤษภาคม
  • ไฮไลท์ดึงดูดใจ: หลังจากผ่านพ้นหน้าหนาวอันยาวนาน หุบเขานรกจะกลับมาสดใสมีชีวิตชีวาอีกครั้งด้วยใบไม้ผลิสีเขียวชอุ่ม อากาศในช่วงนี้จะเย็นสบายกำลังดี เดินเที่ยวได้ชิลๆ ไม่เหนื่อยง่าย และไฮไลท์พิเศษคือในตัวเมืองโนโบริเบทสึจะมีอุโมงค์ดอกซากุระบานสะพรั่งต้อนรับเราด้วย ได้ทั้งดูหุบเขาอลังการและถ่ายรูปคู่ซากุระสีชมพูหวานๆ คุ้มสุดๆ ค่ะ

ฤดูร้อน (เดินป่ารับลมชิลๆ และเทศกาลปีศาจยักษ์สุดมันส์)

  • ช่วงเวลาเดินทาง: ประมาณเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม
  • ไฮไลท์ดึงดูดใจ: หน้าร้อนของฮอกไกโดอากาศเย็นสบายและสดชื่นมากค่ะ เหมาะแก่การเดินป่าศึกษาธรรมชาติลึกเข้าไปแช่เท้าแบบชิลๆ และไฮไลท์เด็ดดวงประจำฤดูนี้ที่เข้าทางชื่อ ยักษ์ทัวร์ แบบ 100% ก็คือ "เทศกาลนรกโนโบริเบทสึ" (Noboribetsu Jigoku Matsuri) ในช่วงปลายเดือนสิงหาคมค่ะ เราจะได้เห็นขบวนพาเหรดยักษ์ตาแดงยักษ์ตานีออกมาร่ายรำ มีการจุดพลุไฟพญานาคสุดอลังการ บรรยากาศสนุกสนานและคึกคักเป็นพิเศษเลยล่ะค่ะ!


 

 

วิธีการเดินทางไป หุบเขานรกจิโกกุดานิ จากซัปโปโร

สำหรับใครที่กำลังวางแผนเดินทางไปชมความอลังการของ หุบเขานรกจิโกกุดานิ ด้วยตัวเอง โดยเริ่มเดินทางจากเมืองหลวงอย่างซัปโปโร (Sapporo) ยักษ์ทัวร์ได้สรุปและเปรียบเทียบ 2 วิธีการเดินทางยอดฮิต ระหว่างการนั่งรถไฟ JR และการนั่งรถบัส มาให้เช็กกันแบบเข้าใจง่ายๆ แล้วค่ะ ชอบแบบไหนเลือกได้เลย!

หัวข้อเปรียบเทียบ

วิธีที่ 1: นั่งรถไฟ JR 

(เร็วและสะดวก)

วิธีที่ 2: นั่งรถบัส Highway Bus

 (ต่อเดียวถึง)

ต้นทาง

สถานี JR Sapporo Station

สถานีขนส่ง Sapporo Station Bus Terminal

การเดินทาง

นั่งรถไฟ Limited Express (สาย Hokuto หรือ Suzuran) ไปลงที่ สถานี JR Noboribetsu

นั่งรถบัส Kosoku Onsen Go (Highway Bus) ยิงยาวไปลงที่ Noboribetsu Onsen Bus Terminal

การต่อรถไปหุบเขา

ต้องต่อรถบัส Donan Bus หน้าสถานีอีกประมาณ 15 นาที เพื่อเข้าสู่ย่านออนเซ็น

ลงรถบัสแล้ว สามารถเดินเท้าต่อไปยังหุบเขานรกได้เลย 

(ประมาณ 10-15 นาที)

ระยะเวลาเดินทาง

รวมประมาณ 1 ชั่วโมง 15-20 นาที

รวมประมาณ 1 ชั่วโมง 40 นาที

ค่าใช้จ่าย

(โดยประมาณ)

ประมาณ 4,500 - 5,000 เยน 

(ต่อเที่ยว)

ประมาณ 2,200 - 2,500 เยน 

(ต่อเที่ยว)

ข้อดี

รวดเร็ว ตรงเวลา ควบคุมเวลาได้ง่าย และนั่งสบาย

ประหยัดค่าใช้จ่าย และไม่ต้องกังวลเรื่องการเปลี่ยนขบวนรถไฟ

ข้อจำกัด

ค่าโดยสารค่อนข้างสูง และต้องต่อรถบัสอีกทีกว่าจะถึงหุบเขา

รอบรถบัสต่อวันมีน้อยกว่ารถไฟ ต้องวางแผนเวลาให้ดี

 


หุบเขานรกจิโกกุดานิ แห่งเมืองโนโบริเบทสึ ถือเป็นหนึ่งในพิกัดสุด Unseen ที่ไม่ควรพลาดเมื่อมา เที่ยวฮอกไกโด ด้วยความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายกำมะถันและไอร้อนระเหยทั่วหุบเขาตลอดปี ที่นี่มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติ สะพานไม้ และจุดแช่เท้ากลางป่าที่มอบประสบการณ์แปลกใหม่และผ่อนคลายได้อย่างดีเยี่ยม อีกทั้งยังเดินทางสะดวกจากซัปโปโรทั้งทางรถไฟและรถบัส ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถแวะมาเช็กอินและดื่มด่ำทัศนียภาพที่สวยงามแตกต่างกันได้ครบทั้ง 4 ฤดูกาลค่ะ 

แชร์บทความนี้

บอกเพื่อนๆ ถึงเรื่องราวดีๆ จาก YakTour

YAKTOUR Logo

BY B.BEBETTER TRAVEL 2012 CO.,LTD.

ยักษ์ทัวร์ คัดสรรเฉพาะทัวร์คุณภาพ เชื่อถือได้ 100%

ใบอนุญาตประกอบธุรกิจนำเที่ยว เลขที่ 11/10589

สมาชิกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว เลขที่ 03593

e-Commerce No. 0105557025943

90/1000 ถ.ท่าอิฐ อ.ปากเกร็ด จ. นนทบุรี 11120

Call Center

Office Hours

จันทร์ - ศุกร์ 10.00-19.00 น.

Line ID

@yaktour

LINE@

LINE QR Code
Add Friends

@yaktour

Copyright 2021 YAKTOUR. All Rights Reserved