เจาะลึก หุบเขานรกจิโกกุดานิ จุดเช็กอินสุด Unseen ที่ต้องไปเมื่อมา เที่ยวฮอกไกโด

วางแผนออกไปลุย เที่ยวฮอกไกโด กันทั้งที พิกัดแรกที่ต้องปักหมุดไว้เลยก็คือ หุบเขานรกจิโกกุดานิ (Jigokudani) ดินแดนแห่งบ่อน้ำร้อนและไอหมอกสุดอลังการที่ซ่อนตัวอยู่ในเมืองโนโบริเบทสึค่ะ ที่นี่ไม่ได้น่ากลัวเหมือนชื่อหรอกนะคะ แต่ขอบอกเลยว่าเป็นพิกัดที่สวยงามจนน่าทึ่ง แถมยังมีกลิ่นอายความลึกลับของธรรมชาติที่หาดูไม่ได้ง่ายๆ จากที่ไหนในโลก
ถ้าใครกำลังมองหาจุดเช็กอินที่ถ่ายรูปออกมาแล้วปัง สวยแปลกตาแบบตะโกน และได้สัมผัสพลังงานจากใต้พิภพแบบใกล้ชิด วันนี้ยักษ์ทัวร์จะพาทุกคนเจาะลึกทุกซอกทุกมุมของหุบเขานรกแห่งนี้กันค่ะ รับรองว่าอ่านจบแล้วจะอยากแพ็กกระเป๋าตามรอยมาเที่ยวด้วยกันทันทีเลยล่ะค่ะ!
ทำความรู้จัก หุบเขานรกจิโกกุดานิ (Jigokudani) คืออะไร?
หลายคนอาจจะเคยได้ยินชื่อนี้กันมาบ้าง แต่อาจจะยังไม่รู้ว่า หุบเขานรกจิโกกุดานิ (Jigokudani) นั้น ตั้งอยู่ในเมืองโนโบริเบทสึ (Noboribetsu) เมืองน้ำพุร้อนออนเซ็นที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆ ของเกาะฮอกไกโดค่ะ คำว่า "จิโกกุดานิ" ในภาษาญี่ปุ่นแปลตรงตัวได้ว่า "หุบเขานรก" (Hell Valley) ซึ่งพิกัดนี้ถือเป็นแหล่งกำเนิดน้ำแร่ร้อนธรรมชาติที่หล่อเลี้ยงโรงแรมและรีสอร์ตออนเซ็นทั่วย่านนี้เลยล่ะค่ะ บรรยากาศของที่นี่จะเป็นหุบเขาขนาดใหญ่ที่มีควันสีขาวและไอร้อนจากกำมะถันพวยพุ่งอยู่ตลอดเวลา ทำให้ทัศนียภาพของที่นี่ดูแปลกตา สวยงามแกมลึกลับ และกลายเป็นจุดเช็กอินยอดฮิตที่คนมา เที่ยวฮอกไกโด ต้องแวะมาดูให้เห็นกับตาตัวเองสักครั้งค่ะ
กำเนิดหุบเขาแห่งภูเขาไฟและที่มาของชื่อ "นรก"
หากย้อนมองไปในอดีต ยักษ์ทัวร์ขอบอกเลยค่ะว่า ความอลังการของ หุบเขานรกจิโกกุดานิ แห่งนี้ มีจุดเริ่มต้นมาจากพลังงานใต้พิภพที่น่าทึ่งมากๆ โดยสรุปประวัติและที่มาได้ดังนี้ค่ะ:
- กำเนิดจากภูเขาไฟระเบิด: หุบเขาแห่งนี้เกิดขึ้นจากการระเบิดของภูเขาไฟฮิโยริ (Mount Hiyori) เมื่อประมาณ 20,000 ปีก่อน ทำให้เกิดเป็นแอ่งปากปล่องภูเขาไฟขนาดใหญ่ที่มีเส้นผ่านศูนย์กลางยาวประมาณ 450 เมตร และมีพื้นที่กว้างขวางถึง 11 เฮกตาร์เลยทีเดียวค่ะ
- ที่มาของชื่อ "นรก": เหตุผลที่ชาวบ้านพากันเรียกว่าหุบเขานรก ก็มาจากภาพทัศนียภาพของพื้นที่ซึ่งเต็มไปด้วยหน้าผาหินสีเหลืองขุ่นและเทาปนแดง จากแร่ธาตุและกำมะถันที่เดือดพล่านอยู่ใต้ดิน บวกกับมีไอร้อนและควันพวยพุ่งขึ้นมาจากรอยแตกของพื้นดินตลอดเวลา แถมยังมีกลิ่นกำมะถันโชยมาเป็นระยะ บรรยากาศโดยรอบจึงดูคล้ายกับภาพจำลองของ "นรก" ตามความเชื่อโบราณนั่นเองค่ะ
- ยักษ์ผู้พิทักษ์ (Oni): ความน่ารักอีกอย่างของที่นี่คือ ความเชื่อเรื่อง "ยักษ์" หรือ ยูคิจิน (Yukijin) ซึ่งเป็นยักษ์ใจดีตามตำนานโบราณที่ทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองน้ำพุร้อนและปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย ทำให้เราจะเห็นรูปปั้นยักษ์กระจายอยู่ตามจุดต่างๆ ทั่วเมืองโนโบริเบทสึ (แหม... พอพูดถึงเรื่องยักษ์แล้ว รู้สึกเข้าทางและถูกโฉลกกับพวกเราชาว ยักษ์ทัวร์ สุดๆ ไปเลยใช่ไหมคะ!)
4 ไฮไลท์ห้ามพลาดเมื่อมาเช็กอิน หุบเขานรกจิโกกุดานิ
มา เที่ยวฮอกไกโด ทั้งที ถ้าเดินดูแค่หน้าทางเข้าแล้วกลับ บอกเลยว่าพลาดมากค่ะ! เพราะด้านในของ หุบเขานรกจิโกกุดานิ มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติและจุดไฮไลท์ปังๆ ซ่อนอยู่เพียบ วันนี้ยักษ์ทัวร์คัดเน้นๆ 4 พิกัดเด็ดที่ต้องไปเช็กอิน ถ่ายรูปสวย และได้สัมผัสความมหัศจรรย์ของธรรมชาติแบบเต็มสิบไม่หักมาฝากกันค่ะ มีจุดไหนบ้าง... ตามมาดูกันเลย!
1. ทางเดินไม้กระดาน (Jigokudani Pathway) เลาะใจกลางหุบเขา

เริ่มต้นจุดแรกด้วยการเดินทอดน่องบนสะพานไม้กระดานที่ทอดยาวเลาะเลี้ยวเข้าไปใจกลางหุบเขาค่ะ ทางเดินนี้ออกแบบมาอย่างดี เดินง่าย ปลอดภัย และช่วยให้เราได้สัมผัสทัศนียภาพของหน้าผาหินแร่ธาตุหลากสีสันได้อย่างใกล้ชิด สองข้างทางจะมีควันสีขาวจากกำมะถันและไอร้อนลอยคลุ้งอยู่รอบตัว ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่บนดาวดวงอื่นเลยล่ะค่ะ ยิ่งถ้ามาในช่วงฤดูใบไม้เปลี่ยนสี ต้นไม้รอบๆ หุบเขาจะเปลี่ยนเป็นสีส้มแดง ตัดกับควันสีขาว เป็นภาพที่สวยงามจนต้องรัวชัตเตอร์แบบไม่หยุดแน่นอนค่ะ
2. บ่อน้ำพุร้อนเทคคุ โนะ อิเคะ (Tessen Ike) บ่อเดือดใจกลางนรก

เมื่อเดินตามทางเดินไม้เข้าไปจนสุดทางเกือบใจกลางหุบเขา จะพบกับบ่อน้ำพุร้อนขนาดเล็กที่ชื่อว่า เทคคุ โนะ อิเคะ (Tessen Ike) ค่ะ บ่อนี้เป็นบ่อน้ำพุร้อนเดือดขนาดเล็ก แต่พลังทำลายล้างความฟินสูงมาก! เพราะน้ำในบ่อจะเดือดพล่านและมีน้ำร้อนผุดพวยพุ่งขึ้นมาเป็นระยะๆ ตามธรรมชาติ บางช่วงอาจมีอุณหภูมิสูงถึง 80 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว การได้ยืนมองน้ำเดือดๆ ท่ามกลางเสียงฟู่ของไอร้อนในจุดที่ลึกที่สุดของหุบเขา เป็นอะไรที่ตื่นตาตื่นใจและสัมผัสได้ถึงพลังของภูเขาไฟอย่างแท้จริงค่ะ
3. บ่อน้ำร้อนโอยุนุมะ (Oyunuma Pond) และบ่อโคลนเดือด

ขยับออกไปอีกนิดตามเส้นทางศึกษาธรรมชาติ ยักษ์ทัวร์อยากให้ทุกคนแวะมาดู บ่อน้ำร้อนโอยุนุมะ (Oyunuma Pond) ซึ่งเป็นบ่อน้ำร้อนขนาดใหญ่ที่มีเส้นรอบวงประมาณ 1 กิโลเมตร อดีตเคยเป็นปากปล่องภูเขาไฟเก่า น้ำในบ่อมีสีฟ้าอมเทาดูสวยแปลกตาและลึกลับมาก แต่เห็นสวยๆ แบบนี้ห้ามลงไปเด็ดขาดนะคะ เพราะอุณหภูมิที่ก้นบ่อสูงถึง 130 องศาเซลเซียสเลยทีเดียว! และในบริเวณใกล้ๆ กันยังมี บ่อโคลนเดือด (Taisho Jigoku) ที่เราจะได้เห็นโคลนสีดำเดือดปุดๆ พ่นสีเปลี่ยนไปมาตามสภาพอากาศ เป็นอีกหนึ่งจุด Unseen ที่ธรรมชาติสร้างสรรค์มาได้อย่างน่าทึ่งค่ะ
4. แช่เท้าฟินๆ กลางป่าที่ธารน้ำร้อนธรรมชาติโอยุนุมะกาวะ (Oyunumagawa Natural Footbath)

หลังจากเดินลุยถ่ายรูปกันจนเหนื่อยแล้ว จุดฟินนาเล่ที่ห้ามพลาดด้วยประการทั้งปวงคือการไปนั่งแช่เท้าที่ ธารน้ำร้อนธรรมชาติโอยุนุมะกาวะ (Oyunumagawa) ค่ะ น้ำร้อนจากบ่อโอยุนุมะจะไหลมารวมกับน้ำในลำธารผ่านป่าสนธรรมชาติ ทำให้อุณหภูมิของน้ำลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 40 องศาเซลเซียส ซึ่งอุ่นกำลังดีเลยค่ะ เราสามารถนั่งหย่อนขาลงไปแช่น้ำแร่ธรรมชาติแท้ๆ ท่ามกลางบรรยากาศป่าไม้อันร่มรื่น ผ่อนคลายความเมื่อยล้าจากการเดินได้อย่างดีเยี่ยม ขอบอกเลยว่าฟินจนไม่อยากลุกเลยล่ะค่ะ!
ปักหมุดช่วงเวลาเดินทาง: เที่ยวหุบเขานรกจิโกกุดานิ ช่วงไหนสวยที่สุด? (ยักษ์ทัวร์พาฟินได้ตลอดปี!)
ถ้าถามยักษ์ทัวร์ว่าควรมา เที่ยวฮอกไกโด เพื่อเช็กอินที่ หุบเขานรกจิโกกุดานิ ในช่วงไหนดี? ขอบอกตรงนี้เลยค่ะว่า ที่นี่สามารถมาเที่ยวชมความมหัศจรรย์ได้ครบทั้ง 4 ฤดู และในแต่ละช่วงเวลาก็มีเสน่ห์ความฟินที่กินกันไม่ลงเลยล่ะค่ะ ใครชอบสไตล์ไหน เลือกฤดูที่ใช่แล้วสะกิดยักษ์ทัวร์ให้แพ็กกระเป๋าพาลุยได้เลยนะคะ!
ฤดูใบไม้เปลี่ยนสี (ตระการตาด้วยสีแดงส้มตัดกับไอหมอก)
- ช่วงเวลาเดินทาง: ประมาณกลางเดือนถึงปลายเดือนตุลาคม
- ไฮไลท์ดึงดูดใจ: ยักษ์ทัวร์ยกให้ช่วงนี้เป็นซีซั่นที่โรแมนติกที่สุดค่ะ! เพราะต้นไม้รอบหุบเขาจิโกกุดานิจะพากันเปลี่ยนสีเป็นโทนแดง ส้ม และเหลืองสว่างไสว ทัศนียภาพของป่าเปลี่ยนสีที่โอบล้อมควันกำมะถันและไอร้อนสีขาวขุ่นที่พวยพุ่งขึ้นมาจากหุบเขาเบื้องล่าง เป็นภาพที่สวยแปลกตาและหาดูได้ยากมาก ถ่ายรูปมุมไหนก็ปังแบบตะโกนค่ะ
ฤดูหนาว (หิมะสีขาวโพลนกับไอร้อนสุด Unseen)
- ช่วงเวลาเดินทาง: ประมาณเดือนธันวาคมถึงมีนาคม
- ไฮไลท์ดึงดูดใจ: ใครที่อยากเห็นความต่างแบบสุดขั้วต้องมาช่วงนี้เลยค่ะ ทั่วทั้งหุบเขาจะถูกปกคลุมไปด้วยหิมะหนานุ่มสีขาวโพลน ไฮไลท์สุด Unseen คือการได้เห็นควันความร้อนและธารน้ำเดือดพวยพุ่งตัดกับความเย็นยะเยือกของหิมะ และที่พลาดไม่ได้คือการไปนั่งหย่อนขาแช่เท้าอุ่นๆ ที่ลำธารโอยุนุมะกาวะท่ามกลางหิมะตกโปรยปราย ขอบอกเลยว่าฟินจนลืมหนาวแน่นอนค่ะ!
ฤดูใบไม้ผลิ (สดชื่นไปกับสีเขียวขจีและดอกซากุระ)
- ช่วงเวลาเดินทาง: ประมาณเดือนพฤษภาคม
- ไฮไลท์ดึงดูดใจ: หลังจากผ่านพ้นหน้าหนาวอันยาวนาน หุบเขานรกจะกลับมาสดใสมีชีวิตชีวาอีกครั้งด้วยใบไม้ผลิสีเขียวชอุ่ม อากาศในช่วงนี้จะเย็นสบายกำลังดี เดินเที่ยวได้ชิลๆ ไม่เหนื่อยง่าย และไฮไลท์พิเศษคือในตัวเมืองโนโบริเบทสึจะมีอุโมงค์ดอกซากุระบานสะพรั่งต้อนรับเราด้วย ได้ทั้งดูหุบเขาอลังการและถ่ายรูปคู่ซากุระสีชมพูหวานๆ คุ้มสุดๆ ค่ะ
ฤดูร้อน (เดินป่ารับลมชิลๆ และเทศกาลปีศาจยักษ์สุดมันส์)
- ช่วงเวลาเดินทาง: ประมาณเดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม
- ไฮไลท์ดึงดูดใจ: หน้าร้อนของฮอกไกโดอากาศเย็นสบายและสดชื่นมากค่ะ เหมาะแก่การเดินป่าศึกษาธรรมชาติลึกเข้าไปแช่เท้าแบบชิลๆ และไฮไลท์เด็ดดวงประจำฤดูนี้ที่เข้าทางชื่อ ยักษ์ทัวร์ แบบ 100% ก็คือ "เทศกาลนรกโนโบริเบทสึ" (Noboribetsu Jigoku Matsuri) ในช่วงปลายเดือนสิงหาคมค่ะ เราจะได้เห็นขบวนพาเหรดยักษ์ตาแดงยักษ์ตานีออกมาร่ายรำ มีการจุดพลุไฟพญานาคสุดอลังการ บรรยากาศสนุกสนานและคึกคักเป็นพิเศษเลยล่ะค่ะ!
วิธีการเดินทางไป หุบเขานรกจิโกกุดานิ จากซัปโปโร
สำหรับใครที่กำลังวางแผนเดินทางไปชมความอลังการของ หุบเขานรกจิโกกุดานิ ด้วยตัวเอง โดยเริ่มเดินทางจากเมืองหลวงอย่างซัปโปโร (Sapporo) ยักษ์ทัวร์ได้สรุปและเปรียบเทียบ 2 วิธีการเดินทางยอดฮิต ระหว่างการนั่งรถไฟ JR และการนั่งรถบัส มาให้เช็กกันแบบเข้าใจง่ายๆ แล้วค่ะ ชอบแบบไหนเลือกได้เลย!
หุบเขานรกจิโกกุดานิ แห่งเมืองโนโบริเบทสึ ถือเป็นหนึ่งในพิกัดสุด Unseen ที่ไม่ควรพลาดเมื่อมา เที่ยวฮอกไกโด ด้วยความมหัศจรรย์ของธรรมชาติที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายกำมะถันและไอร้อนระเหยทั่วหุบเขาตลอดปี ที่นี่มีเส้นทางศึกษาธรรมชาติ สะพานไม้ และจุดแช่เท้ากลางป่าที่มอบประสบการณ์แปลกใหม่และผ่อนคลายได้อย่างดีเยี่ยม อีกทั้งยังเดินทางสะดวกจากซัปโปโรทั้งทางรถไฟและรถบัส ทำให้นักท่องเที่ยวสามารถแวะมาเช็กอินและดื่มด่ำทัศนียภาพที่สวยงามแตกต่างกันได้ครบทั้ง 4 ฤดูกาลค่ะ
