เที่ยวฟุกุโอกะ อัปเดตล่าสุด 12 ที่เที่ยวไฮไลท์ สวยครบทุกรส ไปแล้วต้องหลงรัก

เตรียมปักหมุดให้พร้อม! กับพิกัด ที่เที่ยวฟุกุโอกะ เมืองสุดน่ารักแห่งเกาะคิวชูที่กลายเป็นหนึ่งในจุดหมายยอดนิยมของนักท่องเที่ยวชาวไทยไปแล้ว ด้วยเสน่ห์เฉพาะตัวที่ผสมผสานความทันสมัยเข้ากับธรรมชาติและวัฒนธรรมท้องถิ่นได้อย่างลงตัว ไม่ว่าจะเป็นแหล่งช้อปปิ้งสุดชิค ย่านเมืองเก่าสุดคลาสสิก ไปจนถึงแลนด์มาร์กริมทะเลสวยๆ เมืองนี้ก็มีครบ! แต่ก่อนที่จะออกเดินทางไปเช็กอิน หลายคนอาจจะยังลังเลและตั้งคำถามว่าเราควรจะวางแผนไป เที่ยวฟุกุโอกะ เดือนไหนดี บอกเลยว่าบทความนี้มีคำตอบแบบจัดเต็ม พร้อมอัปเดตพิกัดไฮไลท์ใหม่ๆ ที่จะทำให้คุณตกหลุมรักเมืองนี้อย่างแน่นอน!
เที่ยวฟุกุโอกะ เดือนไหนดี? สรุปสภาพอากาศและไฮไลท์ครบทั้ง 4 ฤดู
ฟุกุโอกะเป็นเมืองที่สวยและมีเสน่ห์มาก ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางมาเยือนได้ตลอดทั้งปี สภาพอากาศโดยรวมเป็นแบบกึ่งร้อนชื้น อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 15 – 20 องศาเซลเซียสเกือบทั้งปี และในแต่ละฤดูกาลก็จะมีบรรยากาศที่สวยงามต่างกันออกไป ดังนี้
สรุป: การจะเลือกไปเที่ยวฟุกุโอกะเดือนไหนดีนั้น ขึ้นอยู่กับสไตล์ที่เพื่อนๆ ชื่นชอบได้เลยครับ เพราะไม่ว่าจะเดินทางไปในฤดูไหน เมืองน่าอยู่แห่งเกาะคิวชูนี้ก็พร้อมมอบความประทับใจให้คุณแบบไม่มีผิดหวังแน่นอน!
แจกพิกัด 12 ที่เที่ยวฟุกุโอกะ ยอดฮิตปี 2026 สวยครบทุกรส ไปแล้วต้องหลงรัก
1. ทีมแล็บฟอเรสต์ (TeamLab Forest Fukuoka)

เริ่มต้นทริป เที่ยวฟุกุโอกะ กันที่แรกกับ ทีมแล็บฟอเรสต์ (TeamLab Forest) พิพิธภัณฑ์ศิลปะดิจิทัลแบบอินเทอร์แอกทีฟสุดล้ำที่สร้างสรรค์โดยกลุ่มศิลปินชื่อดังระดับโลกอย่าง “teamLab” โดยที่นี่นำเสนอคอนเซ็ปต์ “ป่า” ใน 2 รูปแบบที่แตกต่างกัน โซนแรกคือ “ป่าแห่งการจับและสะสม” (Catch and Collect Forest) ที่เปิดโอกาสให้เราใช้แอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนในการจับสิ่งมีชีวิตดิจิทัลต่างๆ มาศึกษาข้อมูลเพื่อสร้างสมุดภาพส่วนตัว หรือจะเลือกปล่อยพวกมันกลับคืนสู่ป่าจัดแสดงก็ทำได้ และอีกโซนคือ “ป่าแห่งการเคลื่อนไหว” (Athletics Forest) พื้นที่สามมิติที่ซับซ้อนให้เราได้มีปฏิสัมพันธ์กับงานศิลปะผ่านการเคลื่อนไหวร่างกาย ทั้งการปีนป่ายและกระโดดโลดเต้น ถือเป็นพิกัดชมงานศิลปะที่ทั้งสนุก ตื่นเต้น และถ่ายรูปสวยประทับใจแน่นอนค่ะ
2. ฟุกุโอกะทาวเวอร์ (Fukuoka Tower)

พิกัดถัดมาที่ต้องมาเช็กอินให้ได้ก็คือ ฟุกุโอกะทาวเวอร์ (Fukuoka Tower) แลนด์มาร์กที่โดดเด่นและมีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของเมือง สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1989 ตั้งอยู่บริเวณย่านโมโมจิฮามะ (Momochihama) ซึ่งเป็นย่านริมทะเลสุดชิลและเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยว ตัวตึกมีความสูงถึง 234 เมตร ถือเป็นหอคอยริมทะเลที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น ไฮไลท์สำคัญคือการซื้อตั๋วขึ้นไปยังชั้นชมวิวแบบ 360 องศา บนความสูง 123 เมตร ที่สามารถมองเห็นวิวเมืองและอ่าวฮากาตะได้อย่างเต็มตา ขอบอกเลยว่าทริป เที่ยวฟุกุโอกะ ครั้งนี้จะโรแมนติกเป็นพิเศษหากเลือกขึ้นมาชมวิวในช่วงค่ำ เพราะคุณจะได้เห็นแสงไฟระยิบระยับจากตัวเมืองที่เปิดประดับประดาอย่างสวยงามตระการตาเลยค่ะ
3. ลาล่าพอร์ต ฟุกุโอกะ (LaLaport Fukuoka)

สำหรับสายช้อปและแฟนๆ อนิเมะ ขอยกให้ที่นี่เป็น ที่เที่ยวฟุกุโอกะ อันดับต้นๆ ในดวงใจเลยค่ะกับ ลาล่าพอร์ต ฟุกุโอกะ (LaLaport Fukuoka) ศูนย์การค้าขนาดใหญ่สุดโมเดิร์นที่รวบรวมเอาร้านค้าแบรนด์แฟชั่นชั้นนำ สินค้าไลฟ์สไตล์ เครื่องใช้ไฟฟ้า ตลอดจนสินค้าท้องถิ่นและของฝากน่าซื้อไว้แบบครบครัน ภายในยังมีโซนอาหารและฟู้ดคอร์ทขนาดใหญ่ที่รองรับได้มากกว่า 1,450 ที่นั่ง เรียกว่าเป็นไลฟ์สไตล์คอมเพล็กซ์ที่รวมความบันเทิงและการช้อปปิ้งสำหรับทุกคนในครอบครัวไว้ในที่เดียว และแน่นอนว่าไฮไลท์สำคัญที่ห้ามพลาดเด็ดขาดก็คือการไปเช็กอินและถ่ายรูปคู่กับหุ่นกันดั้มยักษ์ RX-93ffν Gundam ขนาดเท่าของจริงที่มีความสูงถึง 24.8 เมตร ซึ่งตั้งตระหง่านอย่างสง่างามอยู่บริเวณด้านหน้าศูนย์การค้า บอกเลยว่าอลังการตื่นตาตื่นใจมากๆ ค่ะ
4. ศาลเจ้าดาไซฟุ เท็มมังกู (Dazaifu Tenmangu Shrine)

เอาใจสายมูกันบ้างกับการพาไปเช็กอินสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ชื่อดังระดับประเทศ ซึ่งถือเป็นสัญลักษณ์ของการมา เที่ยวฟุกุโอกะ เลยก็ว่าได้ ที่นี่คือ ศาลเจ้าดาไซฟุ เท็มมังกู (Dazaifu Tenmangu Shrine) หนึ่งในศาลเจ้าชินโตที่สำคัญและมีชื่อเสียงที่สุดในญี่ปุ่น ศาลเจ้านี้ขึ้นชื่อเรื่องความศักดิ์สิทธิ์ในการขอพรเทพเจ้าแห่งการศึกษา ในแต่ละวันจึงมีผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะเหล่านักเรียน นักศึกษา และผู้ปกครอง พากันมากราบไหว้ขอพรให้ประสบความสำเร็จในการเรียน การสอบเข้ามหาวิทยาลัย และขอให้มีสติปัญญาเฉลียวฉลาด นอกจากเรื่องการขอพรแล้ว ทัศนียภาพรอบๆ ศาลเจ้ายังสวยงามร่มรื่นมาก โดยเฉพาะในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิที่นี่จะกลายเป็นจุดชมดอกบ๊วยที่สวยงามและมีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งเลยค่ะ
5. วัดนันโซอิน (Nanzoin Temple)

สถานที่แสวงบุญสำหรับสายมูแห่งต่อมาตั้งอยู่ในเมืองซาซากุริ ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองออกไปเพียงไม่ไกล นั่นคือ วัดนันโซอิน (Nanzoin Temple) จุดเด่นที่ทำให้วัดนี้เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกคือ พระนอนทองสัมฤทธิ์องค์ใหญ่ ที่มีความยาวถึง 41 เมตร สูง 11 เมตร และมีน้ำหนักมากถึง 300 ตัน ซึ่งหากเทียบในเชิงมิติแล้วมีขนาดใหญ่โตเท่ากับเทพีเสรีภาพเลยทีเดียวค่ะ วัดแห่งนี้เป็นที่เคารพสักการะอย่างมากของคนในพื้นที่และนักท่องเที่ยว โดยมีความเชื่อกันว่าการมาขอพรที่นี่จะช่วยหนุนนำเรื่องโชคลาภ สุขภาพที่แข็งแรง และความสำเร็จในชีวิต ไฮไลท์สำคัญคือบริเวณพระหัตถ์ขององค์พระจะมีเชือกหลากสีผูกเชื่อมต่อลงมายังจุดสักการะด้านล่าง เพื่อให้ผู้ที่มาเยือนได้จับและอธิษฐานจิตเสมือนได้รับพรส่งตรงจากองค์พระพุทธรูปโดยตรง ใครที่ได้มา เที่ยวฟุกุโอกะ ปักหมุดแวะมาเอาฤกษ์เอาชัยและรับพลังบุญที่นี่กันให้ได้นะคะ
6. วัดโทโชจิ (Tochoji Temple)

พามูกันต่อแบบต่อเนื่องกับ วัดโทโชจิ (Tochoji Temple) วัดเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานโดยสร้างขึ้นตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ. 806 ตั้งอยู่ในบริเวณย่านเมืองเก่าฮากาตะ ภายในวัดอบอวลไปด้วยกลิ่นอายความศักดิ์สิทธิ์และมีความงดงามทางสถาปัตยกรรม ทั้งอาคาร วิหาร และเจดีย์ห้าชั้นสีแดงชาดที่ตั้งตระหง่านอย่างสวยงาม ไฮไลท์สำคัญของวัดแห่งนี้คือเป็นที่ประดิษฐานของ “ฟุกุโอกะ ไดบุตสึ” (Fukuoka Daibutsu) หรือพระใหญ่แห่งฟุกุโอกะ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปนั่งแกะสลักจากไม้สนที่ใหญ่ที่สุดในญี่ปุ่น โดยมีความสูงถึง 10.6 เมตร และมีน้ำหนักกว่า 30 ตัน นอกจากนี้บริเวณรอบๆ วัดยังมีสวนญี่ปุ่นที่ร่มรื่นและเงียบสงบ เหมาะแก่การแวะมาทำบุญ ไหว้พระขอพร และเติมความสุขทางใจเมื่อมา เที่ยวฟุกุโอกะ เป็นอย่างมากเลยค่ะ
7. ย่านเมืองเก่าฮากาตะ (Hakata Old Town)

เปลี่ยนบรรยากาศมาเดินชิลชมเมืองเก่ากันที่ ย่านเมืองเก่าฮากาตะ (Hakata Old Town) อีกหนึ่ง ที่เที่ยวฟุกุโอกะ ที่อยากแนะนำให้ลองมาสัมผัสกันค่ะ ในอดีตเมืองฮากาตะเคยเป็นเมืองท่าที่เจริญรุ่งเรืองอย่างมากและเป็นศูนย์รวมของวัดวาอารามเก่าแก่มากมาย แม้ว่าในปัจจุบันพื้นที่โดยรอบจะถูกพัฒนาเป็นย่านธุรกิจที่ทันสมัยและเป็นที่ตั้งของสถานีรถไฟหลักไปแล้ว แต่ในส่วนของย่านเมืองเก่าแห่งนี้ก็ยังคงอนุรักษ์ตรอกซอกซอยเล็กๆ บ้านเรือนไม้แบบดั้งเดิม และร้านค้าโบราณเอาไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ทำให้เราได้สัมผัสบรรยากาศละมุนๆ เหมือนได้ย้อนเวลากลับไปในอดีตอีกครั้ง การได้มาเดินเล่น ถ่ายรูปสตรีทสวยๆ ในย่านนี้ บอกเลยว่าชิลและได้ฟีลความเป็นญี่ปุ่นคลาสสิกมากๆ เลยค่ะ
8. สวนสาธารณะโอโฮริ (Ohori Park)

ขยับไปชมความสวยงามของธรรมชาติกันที่ สวนสาธารณะโอโฮริ (Ohori Park) สวนสาธารณะขนาดใหญ่ใจกลางเมืองที่เปรียบเสมือนเป็นโอเอซิสของฟุกุโอกะเลยก็ว่าได้ค่ะ จุดเด่นของที่นี่คือสระน้ำหรือทะเลสาบขนาดใหญ่ที่เป็นหัวใจหลักของสวน โดยมีเกาะเล็กๆ ตั้งอยู่กลางน้ำถึง 3 เกาะ ซึ่งเชื่อมต่อกันด้วยสะพานหินที่ทอดยาวอย่างสวยงาม แถมยังมีศาลาหกเหลี่ยมสีแดงตั้งอยู่กลางน้ำ ทำให้ทัศนียภาพของสวนแห่งนี้ดูมีมิติ สวยงาม และเป็นจุดพักผ่อนหย่อนใจที่ฮิตมากๆ ไม่ว่าจะมาเดินเล่น รับลม หรือนั่งจิบกาแฟชิลๆ ในแต่ละฤดูกาลสวนแห่งนี้ก็จะมีเสน่ห์และแต่งแต้มด้วยสีสันที่แตกต่างกันออกไป ถือเป็นอีกหนึ่งพิกัดพักสายตาที่ไม่ควรพลาดเมื่อมา เที่ยวฟุกุโอกะ เลยค่ะ
9. สวนคาวาชิ ฟูจิ การ์เด้น (Kawachi Fuji Garden)

ชวนไปชมความงามของดอกไม้กันต่อที่ สวนคาวาชิ ฟูจิ การ์เด้น (Kawachi Fuji Garden) สวนดอกวิสทีเรีย (Wisteria) หรือที่ภาษาญี่ปุ่นเรียกว่าดอกฟูจิ ตั้งอยู่ในเมืองคิตะคิวชู ของจังหวัดฟุกุโอกะ ที่นี่จะกลายเป็นพิกัดสุดฮิตในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ประมาณปลายเดือนเมษายนถึงต้นเดือนพฤษภาคมของทุกปี ภายในสวนเต็มไปด้วยต้นวิสทีเรียมากกว่า 150 ต้น จาก 20 สายพันธุ์ ที่พร้อมใจกันออกดอกบานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมละมุนไปทั่วบริเวณ ไฮไลท์ที่ทุกคนต้องมาถ่ายรูปคืออุโมงค์ดอกวิสทีเรียที่ห้อยระย้าไล่เฉดสีขาว ชมวง ม่วง อ่อนเข้มสลับกันอย่างงดงามตระการตา และยังมีโดมดอกวิสทีเรียขนาดใหญ่ที่สร้างจากต้นวิสทีเรียโบราณเพียงต้นเดียวอีกด้วย จนในปัจจุบันที่นี่ได้รับการจัดอันดับให้เป็นหนึ่งใน ที่เที่ยวฟุกุโอกะ ที่สวยที่สุดและน่าประทับใจที่สุดแห่งหนึ่งเลยค่ะ
10. หินคู่แต่งงาน ซากุไร ฟูตามิกาอุระ (Sakurai Futamigaura)

อีกหนึ่งพิกัดสวยงามและโรแมนติกสำหรับการมา เที่ยวฟุกุโอกะ ที่สายถ่ายภาพและสายมูไม่ควรพลาดเลยค่ะ นั่นคือ หินคู่แต่งงาน ซากุไร ฟูตามิกาอุระ (Sakurai Futamigaura) โขดหินขนาดใหญ่สองก้อนที่ตั้งคู่กันอยู่กลางทะเลกว้าง โดยมีเชือกศักดิ์สิทธิ์เส้นหนาถักทอผูกเชื่อมโขดหินทั้งสองก้อนเอาไว้ด้วยกัน เสมือนเป็นตัวแทนของคู่สามีภรรยาที่ครองคู่กันอย่างยั่งยืน คนญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวนิยมเดินทางมาที่นี่เพื่อขอพรเรื่องความรัก ขอเนื้อคู่ หรือขอให้ชีวิตแต่งงานมีความสุข บริเวณชายหาดมีเสาโทริอิสีขาวสะอาดตาตั้งตระหง่านตัดกับสีน้ำทะเลสีครามอย่างงดงาม และไฮไลท์ที่ห้ามพลาดเด็ดขาดคือช่วงเย็นยามพระอาทิตย์ตกดิน แสงสีส้มทองจะค่อยๆ ลาดต่ำลงมาอยู่ตรงกลางระหว่างโขดหินคู่แต่งงานพอดี เป็นภาพทัศนียภาพที่สวยงามและน่าประทับใจจนต้องกดชัตเตอร์รัวๆ เลยค่ะ
11. ย่านเทนจิน (Tenjin)

ไปช้อปปิ้งกันต่อให้จุใจที่ ย่านเทนจิน (Tenjin) ย่านดาวน์ทาวน์สุดคึกคักที่เรียกได้ว่าเป็นหัวใจและศูนย์กลางทางวัฒนธรรม แฟชั่น และความบันเทิงที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคคิวชูเลยค่ะ สำหรับใครที่มา เที่ยวฟุกุโอกะ แล้วอยากช้อปปิ้งแบบจุใจ ต้องมาที่นี่เลยเพราะเต็มไปด้วยห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ร้านค้าแบรนด์เนม และร้านสินค้าไลฟ์สไตล์เรียงรายอยู่เต็มสองข้างฝั่งถนน แถมยังมีถนนคนเดินสุดคลาสสิกอย่าง ถนนคนเดินคาวาบาตะ (Kawabata) ให้ได้เดินทอดน่องชมบรรยากาศ และไฮไลท์ที่ห้ามพลาดคือ เทนจิน ชิคะงัย (Tenjin Underground Shopping Mall) ทางเดินช้อปปิ้งใต้ดินสไตล์ยุโรปสุดหรูที่เชื่อมระหว่างสถานีรถไฟ นอกจากนี้ในย่านเทนจินยังมีคาเฟ่เก๋ๆ และร้านอาหารอร่อยๆ ซ่อนตัวอยู่เพียบ เรียกได้ว่าเป็นสวรรค์ของนักช้อปที่แท้ทรู ช้อปเพลินจนกระเป๋าตังค์สั่นแน่นอนค่ะ
12. ย่านยะไต ฮากาตะ (Yatai Hakata)

ปิดท้ายทริปด้วยสตรีทฟู้ดระดับตำนานที่ถ้าใครไม่ได้มาลอง ถือว่ามาไม่ถึงเมืองนี้เลยนะคะกับ ย่านยะไต ฮากาตะ (Yatai Hakata) คำว่า “ยะไต” ในภาษาญี่ปุ่นหมายถึงร้านแผงลอยริมทาง ซึ่งถือเป็นวัฒนธรรมการกินที่มีเอกลักษณ์และมีชื่อเสียงระดับโลก โดยในฟุกุโอกะจะมีร้านยะไตเล็กๆ กว่า 100 ร้าน ตั้งเรียงรายอยู่ตามริมน้ำและตรอกซอกซอยในเขตฮากาตะและนากาสุ ยามค่ำคืนบรรยากาศที่นี่จะคึกคักเป็นพิเศษเพราะเต็มไปด้วยผู้คนและพนักงานออฟฟิศที่พากันมาล้อมวงกินของอร่อยๆ กันค่ะ แต่ละร้านจะมีขนาดกะทัดรัดจุคนได้เพียง 8 – 10 ที่นั่ง ทำให้ได้บรรยากาศที่อบอุ่น เป็นกันเอง ได้พูดคุยกับพ่อครัวแม่ครัวอย่างใกล้ชิด เมนูเด็ดที่ต้องสั่งเลยก็คือ ฮากาตะราเมน (ทงคตสึราเมนน้ำซุปกระดูกหมูเข้มข้น), โอเด้งร้อนๆ และไก่ย่างยากิโทริ ขอยกให้ที่นี่เป็น ที่เที่ยวฟุกุโอกะ ยามค่ำคืนที่สายกินต้องตกหลุมรัก และฟินจนไม่อยากกลับห้องพักเลยล่ะค่ะ
การมา เที่ยวฟุกุโอกะ มอบความสุขให้คุณได้อย่างครบรสแน่นอนค่ะ เพราะเมืองนี้มีครบทั้งธรรมชาติสวยๆ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ แหล่งช้อปปิ้ง และสตรีทฟู้ดรสเลิศ ท่ามกลางบรรยากาศเมืองที่สะอาด ปลอดภัย และอบอุ่นจนใครๆ ก็ต้องหลงรัก ซึ่ง ที่เที่ยวฟุกุโอกะ ยังมีพิกัดปังๆ อีกเพียบรอให้คุณมาสัมผัส สำหรับใครที่อยากเดินทางแบบสบายๆ ไม่ต้องวางแผนเอง ให้ ยักษ์ทัวร์ ช่วยดูแลและดีไซน์ทริปสุดประทับใจให้คุณนะคะ ทักมาพูดคุยและจองทัวร์กับเราได้เลยค่ะ
